Category: ความรู้เบียร์

ทุเรียนมาจากไหน?

การฟาร์มทุเรียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ้าใครมีโอกาสได้เจอทุเรียนที่เป็นผลไม้ยักษ์และแหลมคมอาจสงสัยว่ามันคืออะไร มาดูกันว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุเรียนมีปลูกที่ไหนบ้าง มีฤดูการผลิตทุเรียนเมื่อไร และมีสายพันธุ์ชนิดใด ประเทศที่ปลูกทุเรียน ทุเรียนมีการปลูกส่วนมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลักษณะของต้นทุเรียนเป็นต้นไม้ใหญ่ที่มีใบเขียวตลอดปีและมีความสูงถึง 50 เมตร (164 ฟุต) ซึ่งเติบโตได้ดีในภูมิอากาศเขตร้อน ผู้ส่งออกชั้นนำคือไทยตามด้วยมาเลเซียและอินโดนีเซีย  ในขณะที่ความต้องการของทุเรียนส่วนใหญ่มาจากจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม การค้นหาทุเรียนเพื่อกินเป็นเรืองง่ายสำหรับคนที่อยู่อาศัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีร้านค้าขายทุเรียนตามถนนมากมาย อีกอย่างยังมีประเภทแบบขนมหรือเครื่องดื่มต่าง ๆ ในคาเฟ่และร้านอาหาร ซึ่งต่างจากคนอยู่ภูมิภาคอื่นๆ เช่นอเมริกาและยุโรป ทุเรียนเหล่านั้นมักจะถูกนำเข้าและผ่านการแช่แข็งไว้ล่วงหน้าที่อุณหภูมิประมาณ -11 °F (-24 °C) เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 3 เดือน อาจมีวางขายเฉพาะในตลาดเอเชียที่ตั้งอยู่ในเมืองรัฐใหญ่ ๆ เท่านั้น ฤดูการผลิตทุเรียน ฤดูการผลิตทุเรียนแตกต่างกันมากขึ้นอยู่กับภูมิอากาศของแต่ละประเทศ โดยรวมแล้วฤดูการผลิตทุเรียนของประเทศผู้ผลิตชั้นนำมักจะมียอดสูงสุดประมาณเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม คงไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตทุเรียนรายใหญ่ เพราะทุเรียนสามารถปลูกได้หลายจังหวัดทั่วประเทศ และมีฤดูหลักยาวนานประมาณ 5 เดือนระหว่างเดือนเมษายน – กันยายน ในทางกลับกันการผลิตทุเรียนของบางประเทศได้รับผลกระทบอย่างมากจากลมมรสุม สายพันธุ์ทุเรียน ก่อนฟันธงว่าทุเรียนเป็นผลไม้ที่ไม่ถูกใจ ต้องลองทุเรียนอีก 300 พันธุ์ทั่วโลก เพราะแต่ละชนิดมีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ โดยบางสายพันธุ์เมื่อเก็บเกี่ยวใหม่รสชาติจะออกกรอบและฝาดเล็กน้อย พอสุกมากขึ้นเนื้อจะเหมือนคัสตาร์ด...

Learn more

ชามะลิคืออะไร?

ชามะลิ (ชาจัสมิน Jasmine Tea) ชามะลิ  (หรือ ชาจัสมิน Jasmine Tea) คือชาที่มีรสชาติหวานและกลิ่นหอมละมุนคล้ายกับน้ำหอมจากธรรมชาติ ชามะลิมาจากการนำใบชาชนิดหนึ่งมาผสมกับดอกมะลิ ส่วนมากชามะลิจะใช้ใบชาเขียวแต่ก็สามารถเอาชาชนิดอื่นเช่น ชาดำ ชาขาว หรือ ชาอู่หลงมาใช้ได้ มาดูกันว่าชามะลิมีวิธีผลิต รูปแบบ และคุณประโยชน์อะไรบ้าง วิธีผลิตชามะลิ ชามะลิมาจากประเทศจีนซึ่งเป็นเมืองที่โด่งดังในเรื่องการผลิตชาหลากหลายมาก วิธีดั้งเดิมในการผลิตชามะลิคือการนำใบชาชนิดใดชนิดหนึ่งและดอกมะลิมาวางบนชั้นสลับกัน ทิ้งไว้ตอนกลางคืน ดอกมะลิที่ยังไม่บานออกจะถูกเก็บตอนกลางวันและจะมาบานอย่างเต็มที่ตอนกลางคืน ดอกมะลิจะค่อย ๆ ปล่อยกลิ่นออกมาซึ่งใบชาสามารถดูดซับกลิ่นดอกไม้ได้อย่างง่ายดาย เมื่อดอมไม้เหี่ยวแล้วก็จะถูกเปลี่ยนกับดอกไม้ใหม่เพื่อได้กลิ่นตลอดเวลา ขั้นตอนนี้สามารถทำซ้ำได้หลายครั้งถึงช่วงเวลาหลายคืนหรือสัปดาห์ขึ้นอยู่กับเกรดหรือคุณภาพของชาที่ต้องการ ต่อมาจะผ่านกระบวนการทำให้แห้งเพื่อกำจัดความชื้นทั้งหมด สุดท้ายดอกมะลิและใบชาจะถูกแยกออกจากกัน บางครั้งอาจมีดอกมะลิเหลืออยู่และอาจเพิ่มดอกไม้แห้งเข้าลงไป วิธีอื่นในการผลิตชามะลิมีอีกมากมายเช่น การใช้น้ำมันมะลิ การแต่งกลิ่นของดอกมะลิแบบธรรมชาติ การแต่งกลิ่นของดอกมะลิแบบประดิษฐ์ หรือการผสมกลิ่นดอกไม้อื่น ๆ ชามะลิในรูปแบบต่าง ๆ ชามะลิมีรูปแบบหลากหลายเช่นแบบใบชา (loose-leaf) ผง (powder) หรือถุงชา (tea bag) รูปแบบที่ดูหรูหราขึ้นมาคือไข่มุกมะลิ (jasmine pearl) ซึ่งเป็นการนำใบชามาม้วนเป็นลูกกลมขนาดเล็กเหมือนไข่มุก เมื่อชงในน้ำร้อนลูกไข่มุกจะแตกเป็นใบชาเล็ก ๆ และค่อยขยายตัว อีกรูปแบบหนึ่งที่สวยงามคือชาดอกไม้บาน...

Learn more

ชาอัสสัมคืออะไร?

ชาอัสสัม ชาอัสสัมคืออะไร ชาดำสุดคลาสสิกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมทั่วโลกคือชาอัสสัม (Assam Tea) ชื่ออื่นได้แก่ ชาดำอัสสัม (Assam Black Tea) ชาอิงลิชเบรกฟาสต์ (English Breakfast tea) หรือชาไอริชเบรกฟาสต์ (Irish Breakfast tea)  เช่นเดียวกับชาดำชนิดอื่น ๆ ที่มักจะตั้งชื่อตามภูมิภาคที่ปลูกใบชา ชาอัสสัมถูกผลิตจากพืชชาพันธุ์อัสสัม (Camellia Sinensis var assamica) ที่ปลูกในภูมิภาคของรัฐอัสสัมในประเทศอินเดีย ซึ่งประเทศอินเดียผลิตใบชามากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากประเทศจีนที่มีภูมิอากาศแบบเขตร้อนทำให้ชาอัสสัมมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ลักษณะของใบชาอัสสัมเวลาแห้งจะเป็นสีดำและบางครั้งมีดอกตูมสีทอง เมื่อแช่ในน้ำใบชาจะกลายเป็นสีแดงเข้มหรือสีน้ำตาลเข้ม ชาดำนี้ไม่เหมือนกับชาเขียวหรือชาขาวเพราะผ่านการออกซิไดซ์ (oxidation)  เกือบ 100% ส่งผลทำให้มีรสชาติที่เข้มขึ้นและอายุการเก็บนานกว่าชาชนิดอื่น ๆ ชาดำอัสสัมแตกแต่งจากชาดำจีน เมื่อก่อนชาดำจีนครองตลาดชาทั่วโลกและผลิตจากพืชชาพันธุ์จีน  (Camellia Sinensis var sinensis) ทุกอย่างเปลี่ยนเมื่อในช่วงต้นศตวรรษที่ 19  พืชชนิดไฮบริดใหม่ชาพันธุ์อัสสัม (Camellia Sinensis var assamica) ถูกค้นพบในประเทศอินเดียและเป็นที่กำเนิดของชาอัสสัม ชาดำจีน (ชาแดง) มีรสชาติที่ละเอียดอ่อนในขณะที่ชาอัสสัมมีรสที่ขมเนื่องจากสภาพแวดล้อมการปลูกและวิธีการผลิตที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปแล้วชาดำจีนจะสามารกรับประทานด้วยไม่ต้องปรุงหวานหรือปรุงเล็กน้อย ในระหว่างที่รสของชาอัสสัมมีความขมทำให้ต้องผสมน้ำตาลหรือนมเข้าไปด้วย...

Learn more

Snow รับสมัครพนักงาน Sales Manager ธุรกิจเบียร์

รับสมัครพนักงาน Sales Manager ธุรกิจเบียร์ SNOW BEER (THAILAND) CO., LTD. เปิด รับสมัครพนักงาน Sales Manager ธุรกิจเบียร์ ในเวลานี้ทาง บริษัท สโนว์ เบียร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ต้องการคนร่วมทำงาน สำหรับท่านใดที่รักงานขาย สามารถสมัครเข้ามาร่วมงานกับเราได้ ท่านใดที่สนใจสมัครงาน อ่านรายละเอียดงานได้ด้านล่าง ข้อมูลเกี่ยวกับ บริษัท SNOW BEER (THAILAND) CO., LTD. เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการสำหรับแบรนด์ SNOW ในประเทศไทย SNOW “สโนว์” เป็นแบรนด์ยอดขายอันดับ 1 ของโลกตั้งแต่ปี 2008!! SNOW “雪花” แบรนด์พรีเมี่ยมจากต่างประเทศ แคมเปญ “Snow Great Expedition” และ “Snow Brave the World” เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 และถ่ายทอดวิถีชีวิตแบบ ทะเยอทะยาน (Ambitious),...

Learn more

งาน Organic & Natural Expo

ข้อมูลเกี่ยวกับงาน Organic & Natural Expo งานแสดงสินค้าอินทรีย์ ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบกับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคต่างๆ ทั้งผัก ผลไม้ เครื่องปรุง รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปมากมาย จบครบทุกเรื่องเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ออร์แกนิค ภายในงานพบผู้เข้าร่วมมากกว่า 400 บูธ คร้ังที่ 2 : Biofach Southeast Asia 2019 & Natural Expo Southeast Asia 2019 แนวคิด : Organic Gateway to Southeast Asia ระหว่างวันที่ : 11 – 14 กรกฎาคม 2561 สถานที่จัดงาน : อิมแพ็ค เมืองทองธานี คร้ังที่ 1 : Biofach Southeast Asia 2018 &...

Learn more

โฮจิฉะคืออะไร?

โฮจิฉะคืออะไร (ほうじ茶) ชาเขียวญี่ปุ่นชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมก็คือโฮจิฉะ (Hojicha) ซึ่งดูไม่เหมือนชาเขียวทั่ว ๆ ไปด้วยลักษณะและการคั่วที่เป็นเอกลักษณ์ แถมยังมีประโยชน์ดี ๆ เฉพาะตัวอีกด้วย ลักษณะของโฮจิฉะ โฮจิฉะมีสีน้ำตาลอมแดงและรสชาติหวานหอมรมควัน รสชาติมักจะถูกเปรียบเทียบกับคาราเมล ชาร์โคล หรือถั่วคั่ว ราคาจะถูกกว่าชาเขียวอื่น ๆ เพราะผลิตด้วยใบชาที่ถือว่าเป็นเกรดต่ำกว่าและมีความหวานน้อยกว่า เสน่ห์ของชานี้ก็คือการผ่านการคั่วซึ่งทำให้ความฝาดและขมลดลงไป กลายเป็นรสชาติที่หอมและดื่มง่าย อีกอย่างผงของโฮจิฉะสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบในอาหารหลากหลายแบบเช่นเครื่องดื่มและขนมหวานต่าง ๆ นอกจากนี้ร้านชาชอบต้มชานี้ด้านหน้าของร้านเพื่อดึงดูดลูกด้วยกลิ่นหอม การผลิตของโฮจิฉะ  การผลิตเริ่มต้นด้วยการคัดเลือกใบชา ก้าน และกิ่งไม้ที่เหลือหลังจากการเก็บเกี่ยวใบชาสองครั้งแล้ว ซึ่งหมายความว่าโฮจิฉะมักผลิตด้วยบันฉะ(ใบชาหยาบที่แก่แล้ว) และคูคิฉะ (ก้านและกิ่งไม้) มากกว่าเซนฉะ (ใบชาอายุน้อยและมีความหวานสูง) วัตถุดิบเหล่านี้จึงถูกนำไปนึ่ง ตากแห้ง และก็ไปคั่วในหม้อดินเผาด้วยอุณหภูมิสูงถึงประมาณ 200 องศาเซลเซียส สุดท้ายก็ผ่านกระบวนการทำความเย็น การคั่วเป็นเอกลักษณ์ของโฮจิฉะเลย ซึ่งมีบ่งบอกอยู่ในชื่อ “โฮจิ”แปลว่าคั่วและ“ฉะ”แปลว่าชาในภาษาญี่ปุ่น คุณประโยชน์ของโฮจิฉะ วิธีการคัดเลือกใบชาและการคั่วทำให้ปริมาณคาเฟอีนต่ำ สามารถดื่มตอนดึกๆ และเหมาะกับเด็กและผู้สูงอายุ เมื่อต้มและทิ้งไว้ให้เย็นกลิ่นหอมที่ออกมาสามารถช่วยให้ผ่อนคลายและลดความเครียดได้ ปริมาณแอล-ธีอะนีน (L-theanine) และแคทีชิน (catechin)ในชาเท่ากับชาเขียวอื่นๆ ซึ่งธีอะนีนช่วยลดความดันโลหิตสูงและแคทีชินช่วยควบคุมคอเลสเตอรอล  

Learn more

เม็ดไข่มุกทำมาจากอะไร

เจาะลึก ไข่มุกในชานม กระแสชานมไข่มุกช่วงนี้มาแรงมาก มักเป็นคำตอบกับการคลายร้อนในเมืองไทย ซึ่งตัวพระเอกของไช่มุกก็คือเม็ดไข่มุกกลมโตที่เหนียวนุ่ม นอกจากความอร่อยแล้วยังทำให้เครืองดื่มนี่เกือบจะข้ามเส้นกลายเป็นเหมือนขนมเพราะไข่มุกแก้วหนึ่งมีถึง 500 แคลอรี่ คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ชานมไข่มุกโดดเด่นจากเครื่องดื่มอื่น ๆ แม้ว่าไข่มุกดูเหมือนจะเกิดมาเพื่อคู่กับชานม หลายคนก็อาจสงสัยถึงต้นกำเนิดของเม็ดไข่มุกเหล่านี้และต้นเหตุในการจับคู่กับชานม ไข่มุกมาจากที่ไหน? แป้งที่ใช้ในการทำไข่มุกมาจากรากของพืชมันสำปะหลัง (Cassava Plant) พืชมันสำปะหลังเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอเมริกาใต้ ลักษณะเป็นพุ่มไม้ขนาดเล็กถึงขนาดกลางและมีรากลึกลงไปในใต้ดินคล้ายกับต้นมันฝรั่ง เนื่องจากพืชเหล่านี้เจริญเติบโตได้ดีในอากาศร้อนและสามารถทนทานต่อความแห้งแล้ง จึงเหมาะกับอากาศของประเทศในแถบเอเชียที่มีสภาพอากาศใกล้เคียงกัน เม็ดพืชมันสำปะหลังก็เลยถูกนำมาจากประเทศอเมริกาใต้ไปขายในประเทศในแถบเอเชีย หนึ่งในประเทศนั้นก็คือไต้หวันซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของชานมไข่มุก หนึ่งในวัฒนธรรมของไต้หวันเป็นการดื่มชาร้อน บนถนนจะเต็มไปด้วยร้านชามากมาย บางร้านที่มีชื่อเสียงก็ขยายสาขาหลายแห่ง หลังจากเกษตรกรของไต้หวันเริ่มการปลูกพืชมันสำปะหลัง แป้งที่สกัดจากพืชมันสำปะหลังก็ถูกแปรรูปเป็นมันสำปะหลังสีขาวที่มีวางจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น เมื่อในราว ๆ ปี 1980 ร้านชาก็เริ่มลองขายชาเย็นพร้อมกับไข่มุกมันสำปะหลังสีขาวซึ่งสามารถสร้างรายได้อยางมหาศาล ต่อมาร้านชาก็เอาน้ำผึ้งและน้ำตาลทรายมาผสมกับไข่มุกมันสำปะหลังสีขาวเพื่อให้มีรสชาติหวานและสีดำเหมือนกับที่เห็นในตอนปัจจุบัน ทำไมต้องเพิ่มไข่มุกมันสำปะหลัง? บางคนอาจสงสัยว่าไข่มุกและชานมคู่นี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ต้นเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้ก็เป็นเพราะว่าคนไต้หวันนิยมอาหารที่มีเนื้อสัมผัสแบบเคี้ยวแล้วเหนียวหนึบหนับและมีความยืดหยุ่นหรือที่เรียกกันว่า “คิวคิว (QQ)”  ในอุตสาหกรรมอาหาร ตัวอย่างที่แสดงถึงความยืดหยุ่นได้แก่ ขนมหวานถังหยวน ลูกชิ้น และเส้นก๋วยเตี๋ยวชนิดต่าง ๆ ไข่มุกก็เป็นวัตถุหนึ่งที่มีความเคี้ยวหนึบหนับและยืดหยุ่นเช่นกัน แรงบันดาลใจของคำว่า “คิวคิว (QQ)” น่าจะมาจากคำในภาษาไต้หวันในท้องถิ่นที่ออกเสียงคล้ายกับ“ “คิว (Q)” และมีความหมายว่า “ หนึบหนับและนุ่มนวล” คำหนึ่งที่เหมือน...

Learn more

ต้นกำเนิดชานมไข่มุก

ชานมไข่มุก คืออะไร เครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่คนนิยมและใครๆก็เห็นกันบ่อยก็คือชานมไข่มุก ปัจจุบันมีขนาดตลาดในเมืองไทยอยู่ประมาณ 2.5 พันล้านบาทและอีกมหาศาลทั่วโลกซึ่งมีความนิยมยั่งยืนมากกว่าทศวรรษและยังไม่มีแนวโน้มว่าจะหยุด  มาทำความรู้จักกับเครื่องดื่มในตำนานกันว่าชานมไข่มุกคืออะไรและมีที่มาจากไหน พื้นฐาน ชานมไข่มุก (Pearl Milk tea) หรือที่เรียกกัน บับเบิ้ลที (Bubble tea) และ โบบาที (Boba tea) มีส่วนประกอบที่เป็นชาต้ม ผสมด้วยนมหรือน้ำเชื่อมรสผลไม้และสามารถเพิ่มท็อปปิ้งได้หลากหลายเช่น ไข่มุก (Tapioca pearls)  ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชานมเลยหรือท็อปปิ้งอื่นๆ ได้แก่ ชีส พุดดิ้งไข่ มันบด เป็นต้น เมื่อทุกร้านพยายามสร้างสรรค์ในแบบของตัวเอง ก็จะมีสูตรแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครออกมาเรื่อยๆ เช่นชานมสายไหมและชานมป็อปคอร์น ต้นกำเนิดที่ลึกลับ ชานมไข่มุกมีต้นกำเนิดมาจากประเทศไต้หวันในราว ๆ ปี 1980 จนเติบโตมาเป็นการส่งออกสำคัญของประเทศ แต่มีความซับซ้อนเพราะว่าทุกวันนนี้ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ให้กำเนิดที่แท้จริง มีเพียงสองร้านชาที่ดูน่าเชื่อถือมากที่สุด ร้านชาแรกก็คือ Hanlin Tea Room (ฮั่นหลิน) จากเมือง Tainan (ไถนาน) ที่ยืนยันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเครื่องดื่มนี้ เมื่อในปี 1986 เจ้าของร้าน นายตู้ซงเหอ...

Learn more

อย่าวางไข่ทั้งหมดไว้ในตระกร้าเดียว

ใส่ไข่ในตะกร้าเดียว ความหมาย: Putting all your eggs in one basket “การใส่ไข่ทั้งหมดลงในตะกร้าใบเดียว” หมายถึงถ้า เราใส่ไข่ทั้งหมดที่มีลงในตะกร้าใบเดียวกันและถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ตะกร้าตกลง ไข่ทุกฟองก็จะแตกหมด ไม่มีเหลือได้ อย่าทำให้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นำไปใช้กับธุรกิจ – ความเสี่ยงในการลงทุนโดยไม่มีการกระจายการลงทุน ถ้าเราลงทุนเงินในหุ้นหรือสินทรัพย์ ประเภทเดียว จะทำให้มีความเสี่ยงสูง เหมือนใส่ไข่ในตะกร้าใบเดียว หากมีอะไรเกิดขึ้น เงินที่เราลงทุนไปอาจจะเสียหายได้ทั้งหมด บริหารความเสี่ยง Portfolio Diversification คือการแบ่งเงินลงทุนไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมและสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยง

Learn more

บทบาทของมอลต์ในเบียร์

มอลต์คืออะไร มอลต์คืออะไรกันแน่ คำว่า “มอลต์” หมายถึงธัญพืชที่ได้รับการงอกและอบแห้ง มอลต์สามารถผลิตขึ้นได้จากธัญพืช หลากหลายชนิด เช่น ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด หรือ ข้าวไรย์ เป็นต้น แต่ธัญพืชที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับการทำมอลต์ คือข้าวบาร์เลย์ มอลต์แต่ละชนิดมีผลต่อสีและรสชาติของเบียร์ Malting คือกระบวนการ Malting เป็นกระบวนการในการแปลงข้าวบาร์เลย์หรือธัญพืชอื่น ๆ เป็นมอลต์เพื่อใช้ในการหมักเบียร์ ข้าวบาร์เลย์ต้องผ่านกระบวนการ Malting เพื่อ เปลี่ยนเป็น “Malted Barley” มอลต์บาร์เลย์ หรือ “Malt” มอลต์ กระบวนการ Malting คือการแช่ข้าวบาร์เลย์ในน้ำเพื่อเริ่มกระบวนการงอกและหยุดการงอกด้วยความร้อน มอลต์เพิ่มอะไรให้กับเบียร์? นี่คือ 5 บทบาทหลัก ของ Malted Barley ในการหมักเบียร์ มอลต์ให้สีกับเบียร์ เพิ่มรสหวานและกลิ่นหอม มี Dextrins เพื่อช่วยเสริมเนื้อของตัวเบียร์ ให้โปรตีนสำหรับการเกิดโฟม แหล่งน้ำตาลธรรมชาติเพื่อที่ให้ยีสต์เปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์และคาร์บอนไดออกไซด์ในการหมักเบียร์ สีและประเภทของเบียร์ขึ้นอยู่กับระดับของการอบมอลต์ ยิ่งอบมอลต์นานเท่าไหร่ สีเบียร์ก็ยิ่งเข้มขึ้นตามสีของมอลต์ที่อบ มอลต์ที่อบเล็กน้อยจะได้เบียร์ที่...

Learn more

Hops ฮอปส์คืออะไร?

บทบาทของ Hops “ฮอปส์”ในการหมักเบียร์ ฮอปส์ มีความสำคัญกับเบียร์อย่างไร? ฮอปส์ เป็นหนึ่งในสี่ส่วนผสมสำคัญของเบียร์ควบคู่ไปกับข้าวบาร์เลย์ยีสต์และน้ำ ฮอปส์ เป็นดอกไม้ทรงกรวยขนาดเล็กสีเขียวมีลักษณะคล้ายเถาวัลย์โคนต้นสน ต้นฮอปเติบโตในแนวตั้งม้วนขึ้น รสชาติกลิ่นและความขมที่ฮอปเพิ่มลงไปในเบียร์มาจากต่อมเล็กๆ ในดอกไม้ที่เต็มไปด้วยสารเหนียวที่เรียกว่า Lupulin เมื่อเปรียบเทียบกับมอลต์ที่ให้ความหวาน ฮอปส์จะให้ความขม แต่นั่นไม่ใช่บทบาทเดียวที่ทำให้ ฮอปส์ เป็น 1 ใน 4 ส่วนผสมสำคัญของเบียร์ นี่คือ 5 บทบาท หลักของการใช้ ฮอปส์ ในการหมักเบียร์ ให้ความขมที่ช่วยตัดกับความหวานจากมอลต์ ซึ่งทำให้รสชาติเบียร์ลงตัวมากขึ้น เพิ่มรสชาติ เพิ่มกลิ่นความหอม ทำหน้าที่เป็นสารกันบูดธรรมชาติที่ช่วยให้เบียร์ไม่เสียและบูดเน่าเร็ว มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียในกระบวนการผลิตเบียร์ แต่ทั้งนี้ฮอปส์แต่ละประเภทก็มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัวดังนั้นฮอปส์แต่ละสายพันธุ์จะให้รสชาติเบียร์ที่แตกต่างกันไปรสชาติและกลิ่นของฮอปส์มีตั้งแต่เผ็ดไปจนถึงเปรี้ยวเป็นต้น  

Learn more

วิธีการเก็บรักษาเบียร์

เคล็ดลับสำหรับการจัดเก็บเบียร์ให้อร่อยได้นานๆ 5 เทคนิคสำหรับการรักษาความสดของเบียร์ศัตรูหลักของเบียร์คือความร้อนแสงและออกซิเจน วางขวดเบียร์ในแนวตั้งในการเก็บรักษาเบียร์ต้องวางในแนวตั้งของขวดไม่ควรวางขวดแช่ในแนวนอน การจัดเก็บเบียร์ในแนวตั้งจะช่วยลดปริมาณเบียร์ให้สัมผัสกับอากาศในขวดน้อยลง ถ้าวางในแนวนอนเบียร์จะสัมผัสกับอากาศในขวดมากขึ้น นี่เป็นเพราะถ้าเบียร์สัมผัสกับอากาศจะทำให้เกิด ออกซิเดชัน “Oxidation” ในเบียร์ซึ่งจะทำให้อายุเบียร์สั้นลงและเสียรสชาติได้ อีกหนึ่งเหตุผลที่ควรเก็บเบียร์ในแนวตั้งเพราะยีสต์ที่อยู่ในเบียร์จะจมอยู่ที่ก้นขวด ถ้าเก็บในแนวนอน  ยีสต์ในเบียร์จะตกตะกอนไปติดอยู่ที่ข้างขวดและเป็นคราบซึ่งอาจจะทำให้ยีสต์แยกออกไม่มาจับตัวรวมอยู่ในน้ำเบียร์ ซึ่งเมื่อเทดื่มนั้นตะกอนของยีสต์ก็จะฟุ้งกระจายมากเกินไปทำให้รสชาติเปลี่ยนไปได้ เก็บเบียร์ให้ไกลแสงสถานที่ที่เหมาะสำหรับเก็บเบียร์ควรอยู่ห่างจากแสงแดดและแหล่งความร้อน แสงแดด Ultra-Violet จะทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า Light Struck เมื่อส่องโดยตรงถึงน้ำเบียร์ สิ่งที่ตามมาก็คือ อาการที่เรียกว่า Skunked ที่ทำให้เบียร์เสียรสชาติและมีกลิ่นเหม็น แม้แต่แสงจากหลอดไฟ ก็มีผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่ไม่รุนแรงเท่ากับแสงแดดดังนั้นควรเก็บเบียร์ให้อยู่ห่างจากแสงให้ได้มากที่สุด เก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสมความร้อนจะทำลายเบียร์  ดังนั้นเบียร์จะต้องถูกเก็บไว้ที่อุณหภูมิเย็น แต่ไม่ถึงจุดแข็ง เพราะเบียร์ที่ถูกแช่แข็งไปแล้ว เมื่อละลายรสชาติก็ไม่ดีเหมือนเดิม ที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่ง คือการรักษาอุณหภูมิไว้ที่ระดับคงที่สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของอุณหภูมิมากเกินไป เพราะจะส่งผลต่อสารเคมีในเบียร์ ตัวอย่างเช่นการแช่เบียร์จนเย็น แล้วนำออกมาวางไว้ในอุณหภูมิปกติแล้วไม่ดื่ม และนำกลับไปแช่ ถ้าทำซ้ำหลายครั้ง เบียร์ก็เสียรสชาติ ได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้เบียร์แต่ละประเภท ก็มีอุณหภูมิในการเก็บที่แตกต่างกันไป เบียร์ที่มีแอลกอฮอล์สูงจะเหมาะกับอุณหภูมิที่ไม่ต้องเย็นเกินไป ในขณะที่เบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ต่ำจะเหมาะกับอุณหภูมิเย็นขึ้น รู้วันหมดอายุของเบียร์ เบียร์แต่ละประเภทก็มีระยะเวลาในการเก็บที่ต่างกันไป นี่เป็นเพราะแต่ละเบียร์มีกระบวนการผลิตที่ไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่เบียร์ที่แอลกอฮอล์สูงจะมีอายุยาว กว่าเบียร์ที่แอลกอฮอล์ต่ำ อย่าเก็บเบียร์ที่เปิดแล้วความสดของเบียร์จะหายไปเรื่อยๆ หลังจากเปิด ดังนั้นเปิดขวดแล้วต้องดื่มให้หมด...

Learn more

ขั้นตอนการผลิตเบียร์

การหมักเบียร์คืออะไร? วิธีทำเบียร์เรียนรู้กระบวนการผลิตเบียร์ทีละขั้นตอน   Maltingขั้นตอนแรกในกระบวนการผลิตเบียร์เริ่มต้นด้วยการแปลงธัญพืชดิบเป็นมอลต์ จุดประสงค์ของการ Malting คือการแยกเอนไซม์เพื่อการผลิตเบียร์ ธัญพืชเช่นข้าวบาร์เลย์ต้องผ่านกระบวนการทำให้ข้าวงอก เช่นผ่านการอบให้ความร้อนตากแห้งและบดให้เมล็ดแตก Mashingกระบวนการถัดไปคือ Mashing การนำมอลต์บดหยาบต้มในน้ำ คล้ายกับการแช่ชาในน้ำ ธัญพืชจะถูกแช่ในน้ำร้อนแต่ไม่ถึงกับเดือด กระบวนการนี้จะกระตุ้นให้เอนไซม์ธรรมชาติสลายแป้งให้กลายเป็นน้ำตาล Lauteringเอาน้ำที่ตอนนี้เต็มไปด้วยน้ำตาลจากการ Mash มากรอง สิ่งที่ได้คือน้ำลักษณะเหลวเหนียวข้นหวานที่เรียกว่า Wort Wort Boilingนำ Wort มาต้มในกาต้มน้ำขนาดใหญ่ เติมฮ็อปและสารแต่งกลิ่นอื่น ๆ ในระหว่างการต้ม Wort เพื่อสร้างรสชาติและกลิ่น Fermentationหลังจากที่ Wort ถูกทำให้เย็นลง Wort จะถูกย้าย ไปใส่ในถังหมักและใส่ยีสต์ตามชนิดที่ต้องการ ยีสต์จะช่วยแปลงน้ำตาลใน Wort ให้เป็นคาร์บอนไดออกไซด์และแอลกอฮอล์ ยีสต์แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก – Top Fermentation Ale Yeasts (ยีสต์หมักลอยผิว)ในกรณีของ Ale Yeasts จะถูกหมักไว้ที่อุณหภูมิสูงประมาณ 15 – 22 องศาเซลเซียส –...

Learn more

3 ประเภทของการหมักเบียร์

3 ประเภทหลักๆ ของการหมักเบียร์ เบียร์แบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ ตามยีสต์ที่ใช้ในการหมักเบียร์ซึ่งแบ่งออกเป็น ยีสต์หมักลอยผิว, ยีสต์หมักนอนก้น, และยีสต์ธรรมชาติ 1) Top Fermentation (ยีสต์หมักลอยผิว) หรือที่รู้จักในชื่อ Top-Cropping หรือ Warm Fermentation คำว่า “Top-Fermenting” มักจะหมายถึง Ale Yeasts (ยีสต์ที่ทำงานด้านบนของน้ำเบียร์) Ale Yeasts คือเชื้อยีสต์ที่จะลอยตัวอยู่ที่ผิวหน้ำของเบียร์เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการหมัก การหมักจะอยู่ที่อุณหภูมิสูงประมาณ 15 – 22 องศาเซลเซียส การหมักใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 4 สัปดาห์ ตัวอย่างเบียร์ ประเภทยีสต์หมักลอยผิว Ales (เอล) Porter (พอร์ทเทอร์) Stout (สเตาท์) Wheat Beer (วีทเบียร์) 2) Bottom Fermentation (ยีสต์หมักนอนก้น) หรือที่รู้จักในชื่อ Bottom-Cropping หรือ Cool...

Learn more

เบียร์ทำมาจากอะไร?

เบียร์ทำมาจากอะไร เจาะลึกความรู้และเรื่องราวเกี่ยวกับเบียร์ เกือบทุกคนรักในรสชาติของเบียร์ดื่มเบียร์และพูดเรื่องเบียร์แต่คุณเคยสงสัยบ้างไหมว่าเบียร์คืออะไร? เบียร์ประกอบด้วยส่วนผสมหลัก 4 อย่างนั่นคือ 1. Malt (มอลต์) การทำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใด ๆ เริ่มต้นด้วยแหล่งที่มาของน้ำตาล ในกรณีนี้แหล่งที่มาของน้ำตาลในเบียร์ มาจากมอลต์ มอลต์แต่ละชนิดจะมีผลต่อสีและรสชาติของเบียร์ มอลต์ที่นิยมส่วนใหญ่จะทำมาจาก Barley (ข้าวบาร์เลย์)  และ Wheat (ข้าวสาลี)  โดยนำไปผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Malting เพื่อที่จะทำให้ธัญพืชเปลี่ยนเป็นแป้งแล้วก็กลายเป็นน้ำตาล 2. Water (น้ำ) น้ำคือส่วนผสมสำคัญในการทำเบียร์ที่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้าม น้ำเป็นส่วนประกอบประมาณถึง 90% ของเบียร์ รสชาติของน้ำจะส่งผลกระทบต่อรสชาติของเบียร์เพราะในน้ำจะมีแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้รสชาติของเบียร์ต่างแตกกันออกไป ตัวอย่างปัจจัยสำคัญของน้ำที่มีผลต่อรสชาติของเบียร์ นำ้มีความแข็งหรือนุ่ม? ระดับ pH เป็นอย่างไร? ปริมาณของคลอรีน? แร่ธาตุมีลักษณะอย่างไร? ดังนั้นสถานที่ตั้งของโรงเบียร์และแหล่งน้ำก็มีความสำคัญเช่นกัน 3. Hops (ฮอปส์) ฮอปส์เป็นดอกไม้ขนาดเล็กสีเขียวและเป็นรูปทรงกรวยมื่อเทียบกับมอลต์ซึ่งจะให้รสหวาน ฮอปส์จะมีน้ำมันที่จะทำให้รสชาติของเบียร์ขมขึ้น ส่วนของฮอปส์ที่นำมาใช้ในการทำเบียร์คือดอกของมัน ฮอปส์ยังช่วยเพิ่มรสชาติและกลิ่นของเบียร์และที่สำคัญมันยังช่วยยืดอายุของเบียร์อีกด้วย 4. Yeast (ยีสต์) ยีสต์ใช้ทำให้น้ำตาลในมอล์เปลี่ยนกลายเป็นแอลกอฮอล์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยีสต์ที่ใช้ในการทำเบียร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก...

Learn more

เอกสารเพื่อเปิดร้านขายเหล้าเบียร์ต้องมีอะไรบ้าง?

ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายสุราเพื่อจำหน่ายเหล้า เบียร์ ในร้านอาหารหรือร้านขายปลีก ในกรณีขายปลีกต้องขอใบอนุญาตขายสุราประเภท 2 (ป 2) ใบอนุญาตขายสุราประเภทที่ 2 คืออะไร ใบอนุญาตขายสุราประเภทที่ 2 คือ อนุญาตให้ขาย เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เป็นจำนวน ต่ำกว่า 10 ลิตร และ สามารถขาย สุราที่ผลิตในประเทศ และ ต่างประเทศได้  ร้านขายปลีกโดยทั่วไป ที่ไม่ได้มีการขายส่งก็ใช้ ใบอนุญาตขายสุราประเภท 2 ก็เพียงพอแล้ว เอกสารที่ใช้ในการขอใบอนุญาตประเภท 2 กับกรมสรรพสามิตเพื่อจำหน่ายเหล้าเบียร์ในร้านอาหารผับบาร์และร้านขายปลีก 1. ทะเบียนบ้านที่ตั้งร้าน 2. สัญญาเช่า 3. บัตรประชาชนเจ้าของบ้านตามทะเบียนบ้านที่ตั้งร้าน 4. แผนที่ตั้งร้าน 5. หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ กรณีไม่คิดค่าเช่าต้องเซ็นโดยเจ้าของบ้านที่ให้เช่า (ขอได้ที่กรมสรรพสามิต) 6. แบบยื่นขอใบอนุญาตขายสุรา ภส 08-05 (ขอได้ที่กรมสรรพสามิต) 7. แบบบันทึกความเข้าใจและการไห้คำมั่นของผู้ขอใบอนุญาต (ขอได้ที่กรมสรรพสามิต) เอกสารผู้เช่า 1. บัตรประชาชน ...

Learn more