Category: ข่าว

ชาเอิร์ลเกรย์คืออะไร?

ชาเอิร์ลเกรย์คืออะไร ชาเอิร์ลเกรย์ (Earl Grey Tea) เป็นชาสไตล์อังกฤษที่มีส่วนผสมของชาดำและน้ำมันมะกรูด สีออกเป็นทองอ่อนหรือน้ำตาลเข้ม ถ้ากินแบบเพียว รสชาติจะขน โดยมีเปรี้ยวเผ็ดเล็กน้อยจากมะกรูด สามารถเพิ่มน้ำผึ้ง นม และมะนาวตามใจชอบ สูตรเอิร์ลเกรย์ได้ถูกนำมาดัดแปลง โดยแต่ละบริษัทเพิ่มส่วนผสมต่าง ๆ เช่น ตะไคร้ ส้ม คอร์นฟลาวเวอร์ หรือ ลาเวนเดอร์ หนึ่งในนั้นคือชาเลดี้เกรย์ที่มีส่วนผสมมะกรูด ตะไคร้ และส้ม ทำให้รสละมุนขึ้น นอกจากนี้รสซีตรัสที่เป็นเอกลักษณ์ของเอิร์ลเกรย์เหมาะกับนำไปทำขนมหวานต่าง ๆ เช่น ซโคน คุกกี้ และเค้ก ชาเอิร์ลเกรย์มีอายุการเก็บ 6-12 เดือน ซึ่งสั้นกว่าชาชนิดอื่น เพราะผสมรสชาติเพิ่มเติม ชาเอิร์ลเกรย์มาจากไหน? ชาเอิร์ลเกรย์มีถิ่นกำเนิดในอังกฤษ โดยแรงบันดาลใจมาจากประเทศจีนที่ผลิตชาคุณภาพสูงและหอมหวานด้วยธรรมชาติ จนชาวอังกฤษหลงใหล และอยากสร้างชาที่มีรสชาติคล้ายกัน จึงผสมน้ำมันมะกรูดกับชาดำ ซึ่งเป็นวิธีใหม่ที่ไม่มีในประเทศจีน ต้นกำเนิดของชื่อชาเอิร์ลเกรย์ ชาเอิร์ลเกรย์ได้รับการตั้งชื่อตามชาลส์เกรย์ ซึ่งเป็นเอิร์ลเกรย์ที่สอง และนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรในช่วงปี 1830-1834 อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ของชาลส์เกรย์กับชานี้ยังไม่ชัดเจน โดยมีเรื่องราวจากหลายบริษัทที่แตกต่างกันไป

Learn more

7 ประโยชน์ของปลาทูน่า

7 ประโยชน์ของปลาทูน่า ปลาทูน่ามาจากน้ำเค็มของเขตต่างๆ ทั่วโลก ทูน่ามีแบบกระป๋องที่มักนำไปใช้ในสลัด แซนวิช และเบอร์เกอร์ ขณะที่ตัวสดๆ ทำเป็นสเต็กย่าง หรือซูชิดิบ แม้ว่าแต่ละพรรณมีโภชนาการต่างกัน แต่โดยรวมแล้ว ปลาทูน่ามี 7 คุณประโยชน์ 1.     เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ทูน่ามีวิตามินดีสูง ซึ่งช่วยเสริมสร้างกระดูก สุ่งผลให้ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือหักของกระดูก แถมมีแร่ธาตุอื่นๆ เช่น กรดไขมันโอเมก้า 3 แมกนีเซียม โพแทสเซียม และโปรตีน ช่วยให้กระดูกดูดซึมแคลเซียมมากขึ้น 2.     บำรุงสุขภาพหัวใจ กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่เรียกว่า EPA และ DHA ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยลดคอเลสเตอรอลอุดตันในหลอดเลือด และลดอาการอักเสบ นอกจากนี้โพแทสเซียมในทูน่าก็ช่วยลดความดันโลหิตด้วย 3.     เสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ปลาทูน่าดีต่อการเติบโตและป้องกันสลายของกล้ามเนื้อ เพราะโปรตีนสู่ง แถมมีกรดอะมิโนจำเป็นมากที่ร่างกายต้องการแต่ผลิตเองไม่ได้ จึงช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และฟื้นฟูร่างกายหลังออกกำลังกาย 4.     บำรุงสุขภาพสมอง กรดไขมันโอเมก้า 3 ต่อต้านการอักเสบและอนุมูลอิสระ ช่วยส่งเสริมการทำงานของเซลล์สมอง ป้องกันสมองเสื่อม นอกจากนี้...

Learn more

ชาเขียวเซนฉะคืออะไร?

ชาเขียวเซนฉะ คุณสมบัติ เซนฉะ (煎茶) เป็นชาเขียวประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่น จนมีการผลิตเกือบทุกเมืองทั่วญี่ปุ่นและยอดร่วมถึงประมาณ 80% ของชาเขียวทั้งหมด ใบชาของเซนฉะได้ผ่านกระบวนการนึ่ง อบแห้ง และม้วนให้บาง ๆ ไม่ใด้บดละเอียดเป็นผงเหมือนมัทฉะ สีของเซนฉะคือเขียวอ่อน และรสชาติเหมือนผักเขียว สามารถทานแบบร้อน ซึ่งช่วยเพิ่มความอบอุ่นและผ่อนคลาย หรือทานเป็นชาเย็นเพื่อความสดชื่นในวันร้อน ๆ รสชาติและวิธีการชง เซนฉะมีรสชาติหลากหลาย ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละเมืองในญี่ปุ่น ใบชาของเซนฉะถือว่า สดใหม่ อ่อน และอุดมไปด้วยรสชาติเข้มข้นและวิตามินสูง เพราะมาจากการเก็บเกี่ยวครั้งแรกหรือสองของแต่ละปี อีกอย่างวิธีการชงจะละเอียดอ่อน เนื่องจากเวลาแช่ใบชาจะสั้น 15 วินาทีถึง 2 นาที และไม่ได้ใช้น้ำร้อนเดือดจัด เพราะยิ่งต้มนานเท่าไหร่รสชาติก็ยิ่งฝาดและขมเท่านั้น คุณประโยชน์ ต้นใบชาเซนฉะปลูกโดยได้รับแสงจากพระอาทิตย์ ส่งผลให้เพิ่มปริมาณสารคาเทชิน แทนนิน และวิตามินซี ซึ่งวิตามินซีสูงสุดในกลุ่มชาเขียว คาเทชินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันจากโรคอันตราย ร่วมถึงโรคหัวใจและการก่อมะเร็ง นอกจากนั้นแทนนินที่ทำให้รสขม มีคุณสมบัติต่อต้านการอักเสบและต่อต้านแบคทีเรีย สามารถช่วยให้ฟันไม่ผุ เซนฉะจึงเป็นชาที่โดงดังมาก เหมาะสำหรับคนชอบดื่มอะไรสดชื่นและอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย

Learn more

ทุเรียนมาจากไหน?

การฟาร์มทุเรียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ้าใครมีโอกาสได้เจอทุเรียนที่เป็นผลไม้ยักษ์และแหลมคมอาจสงสัยว่ามันคืออะไร มาดูกันว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุเรียนมีปลูกที่ไหนบ้าง มีฤดูการผลิตทุเรียนเมื่อไร และมีสายพันธุ์ชนิดใด ประเทศที่ปลูกทุเรียน ทุเรียนมีการปลูกส่วนมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลักษณะของต้นทุเรียนเป็นต้นไม้ใหญ่ที่มีใบเขียวตลอดปีและมีความสูงถึง 50 เมตร (164 ฟุต) ซึ่งเติบโตได้ดีในภูมิอากาศเขตร้อน ผู้ส่งออกชั้นนำคือไทยตามด้วยมาเลเซียและอินโดนีเซีย  ในขณะที่ความต้องการของทุเรียนส่วนใหญ่มาจากจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม การค้นหาทุเรียนเพื่อกินเป็นเรืองง่ายสำหรับคนที่อยู่อาศัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีร้านค้าขายทุเรียนตามถนนมากมาย อีกอย่างยังมีประเภทแบบขนมหรือเครื่องดื่มต่าง ๆ ในคาเฟ่และร้านอาหาร ซึ่งต่างจากคนอยู่ภูมิภาคอื่นๆ เช่นอเมริกาและยุโรป ทุเรียนเหล่านั้นมักจะถูกนำเข้าและผ่านการแช่แข็งไว้ล่วงหน้าที่อุณหภูมิประมาณ -11 °F (-24 °C) เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 3 เดือน อาจมีวางขายเฉพาะในตลาดเอเชียที่ตั้งอยู่ในเมืองรัฐใหญ่ ๆ เท่านั้น ฤดูการผลิตทุเรียน ฤดูการผลิตทุเรียนแตกต่างกันมากขึ้นอยู่กับภูมิอากาศของแต่ละประเทศ โดยรวมแล้วฤดูการผลิตทุเรียนของประเทศผู้ผลิตชั้นนำมักจะมียอดสูงสุดประมาณเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม คงไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตทุเรียนรายใหญ่ เพราะทุเรียนสามารถปลูกได้หลายจังหวัดทั่วประเทศ และมีฤดูหลักยาวนานประมาณ 5 เดือนระหว่างเดือนเมษายน – กันยายน ในทางกลับกันการผลิตทุเรียนของบางประเทศได้รับผลกระทบอย่างมากจากลมมรสุม สายพันธุ์ทุเรียน ก่อนฟันธงว่าทุเรียนเป็นผลไม้ที่ไม่ถูกใจ ต้องลองทุเรียนอีก 300 พันธุ์ทั่วโลก เพราะแต่ละชนิดมีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ โดยบางสายพันธุ์เมื่อเก็บเกี่ยวใหม่รสชาติจะออกกรอบและฝาดเล็กน้อย พอสุกมากขึ้นเนื้อจะเหมือนคัสตาร์ด...

Learn more

ชามะลิคืออะไร?

ชามะลิ (ชาจัสมิน Jasmine Tea) ชามะลิ  (หรือ ชาจัสมิน Jasmine Tea) คือชาที่มีรสชาติหวานและกลิ่นหอมละมุนคล้ายกับน้ำหอมจากธรรมชาติ ชามะลิมาจากการนำใบชาชนิดหนึ่งมาผสมกับดอกมะลิ ส่วนมากชามะลิจะใช้ใบชาเขียวแต่ก็สามารถเอาชาชนิดอื่นเช่น ชาดำ ชาขาว หรือ ชาอู่หลงมาใช้ได้ มาดูกันว่าชามะลิมีวิธีผลิต รูปแบบ และคุณประโยชน์อะไรบ้าง วิธีผลิตชามะลิ ชามะลิมาจากประเทศจีนซึ่งเป็นเมืองที่โด่งดังในเรื่องการผลิตชาหลากหลายมาก วิธีดั้งเดิมในการผลิตชามะลิคือการนำใบชาชนิดใดชนิดหนึ่งและดอกมะลิมาวางบนชั้นสลับกัน ทิ้งไว้ตอนกลางคืน ดอกมะลิที่ยังไม่บานออกจะถูกเก็บตอนกลางวันและจะมาบานอย่างเต็มที่ตอนกลางคืน ดอกมะลิจะค่อย ๆ ปล่อยกลิ่นออกมาซึ่งใบชาสามารถดูดซับกลิ่นดอกไม้ได้อย่างง่ายดาย เมื่อดอมไม้เหี่ยวแล้วก็จะถูกเปลี่ยนกับดอกไม้ใหม่เพื่อได้กลิ่นตลอดเวลา ขั้นตอนนี้สามารถทำซ้ำได้หลายครั้งถึงช่วงเวลาหลายคืนหรือสัปดาห์ขึ้นอยู่กับเกรดหรือคุณภาพของชาที่ต้องการ ต่อมาจะผ่านกระบวนการทำให้แห้งเพื่อกำจัดความชื้นทั้งหมด สุดท้ายดอกมะลิและใบชาจะถูกแยกออกจากกัน บางครั้งอาจมีดอกมะลิเหลืออยู่และอาจเพิ่มดอกไม้แห้งเข้าลงไป วิธีอื่นในการผลิตชามะลิมีอีกมากมายเช่น การใช้น้ำมันมะลิ การแต่งกลิ่นของดอกมะลิแบบธรรมชาติ การแต่งกลิ่นของดอกมะลิแบบประดิษฐ์ หรือการผสมกลิ่นดอกไม้อื่น ๆ ชามะลิในรูปแบบต่าง ๆ ชามะลิมีรูปแบบหลากหลายเช่นแบบใบชา (loose-leaf) ผง (powder) หรือถุงชา (tea bag) รูปแบบที่ดูหรูหราขึ้นมาคือไข่มุกมะลิ (jasmine pearl) ซึ่งเป็นการนำใบชามาม้วนเป็นลูกกลมขนาดเล็กเหมือนไข่มุก เมื่อชงในน้ำร้อนลูกไข่มุกจะแตกเป็นใบชาเล็ก ๆ และค่อยขยายตัว อีกรูปแบบหนึ่งที่สวยงามคือชาดอกไม้บาน...

Learn more

ชาอัสสัมคืออะไร?

ชาอัสสัม ชาอัสสัมคืออะไร ชาดำสุดคลาสสิกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมทั่วโลกคือชาอัสสัม (Assam Tea) ชื่ออื่นได้แก่ ชาดำอัสสัม (Assam Black Tea) ชาอิงลิชเบรกฟาสต์ (English Breakfast tea) หรือชาไอริชเบรกฟาสต์ (Irish Breakfast tea)  เช่นเดียวกับชาดำชนิดอื่น ๆ ที่มักจะตั้งชื่อตามภูมิภาคที่ปลูกใบชา ชาอัสสัมถูกผลิตจากพืชชาพันธุ์อัสสัม (Camellia Sinensis var assamica) ที่ปลูกในภูมิภาคของรัฐอัสสัมในประเทศอินเดีย ซึ่งประเทศอินเดียผลิตใบชามากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากประเทศจีนที่มีภูมิอากาศแบบเขตร้อนทำให้ชาอัสสัมมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ลักษณะของใบชาอัสสัมเวลาแห้งจะเป็นสีดำและบางครั้งมีดอกตูมสีทอง เมื่อแช่ในน้ำใบชาจะกลายเป็นสีแดงเข้มหรือสีน้ำตาลเข้ม ชาดำนี้ไม่เหมือนกับชาเขียวหรือชาขาวเพราะผ่านการออกซิไดซ์ (oxidation)  เกือบ 100% ส่งผลทำให้มีรสชาติที่เข้มขึ้นและอายุการเก็บนานกว่าชาชนิดอื่น ๆ ชาดำอัสสัมแตกแต่งจากชาดำจีน เมื่อก่อนชาดำจีนครองตลาดชาทั่วโลกและผลิตจากพืชชาพันธุ์จีน  (Camellia Sinensis var sinensis) ทุกอย่างเปลี่ยนเมื่อในช่วงต้นศตวรรษที่ 19  พืชชนิดไฮบริดใหม่ชาพันธุ์อัสสัม (Camellia Sinensis var assamica) ถูกค้นพบในประเทศอินเดียและเป็นที่กำเนิดของชาอัสสัม ชาดำจีน (ชาแดง) มีรสชาติที่ละเอียดอ่อนในขณะที่ชาอัสสัมมีรสที่ขมเนื่องจากสภาพแวดล้อมการปลูกและวิธีการผลิตที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปแล้วชาดำจีนจะสามารกรับประทานด้วยไม่ต้องปรุงหวานหรือปรุงเล็กน้อย ในระหว่างที่รสของชาอัสสัมมีความขมทำให้ต้องผสมน้ำตาลหรือนมเข้าไปด้วย...

Learn more

งาน Organic & Natural Expo

ข้อมูลเกี่ยวกับงาน Organic & Natural Expo งานแสดงสินค้าอินทรีย์ ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบกับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคต่างๆ ทั้งผัก ผลไม้ เครื่องปรุง รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปมากมาย จบครบทุกเรื่องเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ออร์แกนิค ภายในงานพบผู้เข้าร่วมมากกว่า 400 บูธ คร้ังที่ 2 : Biofach Southeast Asia 2019 & Natural Expo Southeast Asia 2019 แนวคิด : Organic Gateway to Southeast Asia ระหว่างวันที่ : 11 – 14 กรกฎาคม 2561 สถานที่จัดงาน : อิมแพ็ค เมืองทองธานี คร้ังที่ 1 : Biofach Southeast Asia 2018 &...

Learn more

ชาโฮจิฉะคืออะไร?

โฮจิฉะคืออะไร (ほうじ茶) ชาเขียวญี่ปุ่นชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมก็คือโฮจิฉะ (Hojicha) ซึ่งดูไม่เหมือนชาเขียวทั่ว ๆ ไปด้วยลักษณะและการคั่วที่เป็นเอกลักษณ์ แถมยังมีประโยชน์ดี ๆ เฉพาะตัวอีกด้วย ลักษณะของโฮจิฉะ โฮจิฉะมีสีน้ำตาลอมแดงและรสชาติหวานหอมรมควัน รสชาติมักจะถูกเปรียบเทียบกับคาราเมล ชาร์โคล หรือถั่วคั่ว ราคาจะถูกกว่าชาเขียวอื่น ๆ เพราะผลิตด้วยใบชาที่ถือว่าเป็นเกรดต่ำกว่าและมีความหวานน้อยกว่า เสน่ห์ของชานี้ก็คือการผ่านการคั่วซึ่งทำให้ความฝาดและขมลดลงไป กลายเป็นรสชาติที่หอมและดื่มง่าย อีกอย่างผงของโฮจิฉะสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบในอาหารหลากหลายแบบเช่นเครื่องดื่มและขนมหวานต่าง ๆ นอกจากนี้ร้านชาชอบต้มชานี้ด้านหน้าของร้านเพื่อดึงดูดลูกด้วยกลิ่นหอม การผลิตของโฮจิฉะ  การผลิตเริ่มต้นด้วยการคัดเลือกใบชา ก้าน และกิ่งไม้ที่เหลือหลังจากการเก็บเกี่ยวใบชาสองครั้งแล้ว ซึ่งหมายความว่าโฮจิฉะมักผลิตด้วยบันฉะ(ใบชาหยาบที่แก่แล้ว) และคูคิฉะ (ก้านและกิ่งไม้) มากกว่าเซนฉะ (ใบชาอายุน้อยและมีความหวานสูง) วัตถุดิบเหล่านี้จึงถูกนำไปนึ่ง ตากแห้ง และก็ไปคั่วในหม้อดินเผาด้วยอุณหภูมิสูงถึงประมาณ 200 องศาเซลเซียส สุดท้ายก็ผ่านกระบวนการทำความเย็น การคั่วเป็นเอกลักษณ์ของโฮจิฉะเลย ซึ่งมีบ่งบอกอยู่ในชื่อ “โฮจิ”แปลว่าคั่วและ“ฉะ”แปลว่าชาในภาษาญี่ปุ่น คุณประโยชน์ของโฮจิฉะ วิธีการคัดเลือกใบชาและการคั่วทำให้ปริมาณคาเฟอีนต่ำ สามารถดื่มตอนดึกๆ และเหมาะกับเด็กและผู้สูงอายุ เมื่อต้มและทิ้งไว้ให้เย็นกลิ่นหอมที่ออกมาสามารถช่วยให้ผ่อนคลายและลดความเครียดได้ ปริมาณแอล-ธีอะนีน (L-theanine) และแคทีชิน (catechin)ในชาเท่ากับชาเขียวอื่นๆ ซึ่งธีอะนีนช่วยลดความดันโลหิตสูงและแคทีชินช่วยควบคุมคอเลสเตอรอล  

Learn more

เม็ดไข่มุกทำมาจากอะไร

เจาะลึก ไข่มุกในชานม กระแสชานมไข่มุกช่วงนี้มาแรงมาก มักเป็นคำตอบกับการคลายร้อนในเมืองไทย ซึ่งตัวพระเอกของไช่มุกก็คือเม็ดไข่มุกกลมโตที่เหนียวนุ่ม นอกจากความอร่อยแล้วยังทำให้เครืองดื่มนี่เกือบจะข้ามเส้นกลายเป็นเหมือนขนมเพราะไข่มุกแก้วหนึ่งมีถึง 500 แคลอรี่ คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ชานมไข่มุกโดดเด่นจากเครื่องดื่มอื่น ๆ แม้ว่าไข่มุกดูเหมือนจะเกิดมาเพื่อคู่กับชานม หลายคนก็อาจสงสัยถึงต้นกำเนิดของเม็ดไข่มุกเหล่านี้และต้นเหตุในการจับคู่กับชานม ไข่มุกมาจากที่ไหน? แป้งที่ใช้ในการทำไข่มุกมาจากรากของพืชมันสำปะหลัง (Cassava Plant) พืชมันสำปะหลังเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอเมริกาใต้ ลักษณะเป็นพุ่มไม้ขนาดเล็กถึงขนาดกลางและมีรากลึกลงไปในใต้ดินคล้ายกับต้นมันฝรั่ง เนื่องจากพืชเหล่านี้เจริญเติบโตได้ดีในอากาศร้อนและสามารถทนทานต่อความแห้งแล้ง จึงเหมาะกับอากาศของประเทศในแถบเอเชียที่มีสภาพอากาศใกล้เคียงกัน เม็ดพืชมันสำปะหลังก็เลยถูกนำมาจากประเทศอเมริกาใต้ไปขายในประเทศในแถบเอเชีย หนึ่งในประเทศนั้นก็คือไต้หวันซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของชานมไข่มุก หนึ่งในวัฒนธรรมของไต้หวันเป็นการดื่มชาร้อน บนถนนจะเต็มไปด้วยร้านชามากมาย บางร้านที่มีชื่อเสียงก็ขยายสาขาหลายแห่ง หลังจากเกษตรกรของไต้หวันเริ่มการปลูกพืชมันสำปะหลัง แป้งที่สกัดจากพืชมันสำปะหลังก็ถูกแปรรูปเป็นมันสำปะหลังสีขาวที่มีวางจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น เมื่อในราว ๆ ปี 1980 ร้านชาก็เริ่มลองขายชาเย็นพร้อมกับไข่มุกมันสำปะหลังสีขาวซึ่งสามารถสร้างรายได้อยางมหาศาล ต่อมาร้านชาก็เอาน้ำผึ้งและน้ำตาลทรายมาผสมกับไข่มุกมันสำปะหลังสีขาวเพื่อให้มีรสชาติหวานและสีดำเหมือนกับที่เห็นในตอนปัจจุบัน ทำไมต้องเพิ่มไข่มุกมันสำปะหลัง? บางคนอาจสงสัยว่าไข่มุกและชานมคู่นี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ต้นเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้ก็เป็นเพราะว่าคนไต้หวันนิยมอาหารที่มีเนื้อสัมผัสแบบเคี้ยวแล้วเหนียวหนึบหนับและมีความยืดหยุ่นหรือที่เรียกกันว่า “คิวคิว (QQ)”  ในอุตสาหกรรมอาหาร ตัวอย่างที่แสดงถึงความยืดหยุ่นได้แก่ ขนมหวานถังหยวน ลูกชิ้น และเส้นก๋วยเตี๋ยวชนิดต่าง ๆ ไข่มุกก็เป็นวัตถุหนึ่งที่มีความเคี้ยวหนึบหนับและยืดหยุ่นเช่นกัน แรงบันดาลใจของคำว่า “คิวคิว (QQ)” น่าจะมาจากคำในภาษาไต้หวันในท้องถิ่นที่ออกเสียงคล้ายกับ“ “คิว (Q)” และมีความหมายว่า “ หนึบหนับและนุ่มนวล” คำหนึ่งที่เหมือน...

Learn more

ต้นกำเนิดชานมไข่มุก

ชานมไข่มุก คืออะไร เครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่คนนิยมและใครๆก็เห็นกันบ่อยก็คือชานมไข่มุก ปัจจุบันมีขนาดตลาดในเมืองไทยอยู่ประมาณ 2.5 พันล้านบาทและอีกมหาศาลทั่วโลกซึ่งมีความนิยมยั่งยืนมากกว่าทศวรรษและยังไม่มีแนวโน้มว่าจะหยุด  มาทำความรู้จักกับเครื่องดื่มในตำนานกันว่าชานมไข่มุกคืออะไรและมีที่มาจากไหน พื้นฐาน ชานมไข่มุก (Pearl Milk tea) หรือที่เรียกกัน บับเบิ้ลที (Bubble tea) และ โบบาที (Boba tea) มีส่วนประกอบที่เป็นชาต้ม ผสมด้วยนมหรือน้ำเชื่อมรสผลไม้และสามารถเพิ่มท็อปปิ้งได้หลากหลายเช่น ไข่มุก (Tapioca pearls)  ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชานมเลยหรือท็อปปิ้งอื่นๆ ได้แก่ ชีส พุดดิ้งไข่ มันบด เป็นต้น เมื่อทุกร้านพยายามสร้างสรรค์ในแบบของตัวเอง ก็จะมีสูตรแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครออกมาเรื่อยๆ เช่นชานมสายไหมและชานมป็อปคอร์น ต้นกำเนิดที่ลึกลับ ชานมไข่มุกมีต้นกำเนิดมาจากประเทศไต้หวันในราว ๆ ปี 1980 จนเติบโตมาเป็นการส่งออกสำคัญของประเทศ แต่มีความซับซ้อนเพราะว่าทุกวันนนี้ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ให้กำเนิดที่แท้จริง มีเพียงสองร้านชาที่ดูน่าเชื่อถือมากที่สุด ร้านชาแรกก็คือ Hanlin Tea Room (ฮั่นหลิน) จากเมือง Tainan (ไถนาน) ที่ยืนยันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเครื่องดื่มนี้ เมื่อในปี 1986 เจ้าของร้าน นายตู้ซงเหอ...

Learn more

อย่าวางไข่ทั้งหมดไว้ในตระกร้าเดียว

ใส่ไข่ในตะกร้าเดียว ความหมาย: Putting all your eggs in one basket “การใส่ไข่ทั้งหมดลงในตะกร้าใบเดียว” หมายถึงถ้า เราใส่ไข่ทั้งหมดที่มีลงในตะกร้าใบเดียวกันและถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ตะกร้าตกลง ไข่ทุกฟองก็จะแตกหมด ไม่มีเหลือได้ อย่าทำให้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นำไปใช้กับธุรกิจ – ความเสี่ยงในการลงทุนโดยไม่มีการกระจายการลงทุน ถ้าเราลงทุนเงินในหุ้นหรือสินทรัพย์ ประเภทเดียว จะทำให้มีความเสี่ยงสูง เหมือนใส่ไข่ในตะกร้าใบเดียว หากมีอะไรเกิดขึ้น เงินที่เราลงทุนไปอาจจะเสียหายได้ทั้งหมด บริหารความเสี่ยง Portfolio Diversification คือการแบ่งเงินลงทุนไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมและสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยง

Learn more

บทบาทของมอลต์ในเบียร์

มอลต์คืออะไร มอลต์คืออะไรกันแน่ คำว่า “มอลต์” หมายถึงธัญพืชที่ได้รับการงอกและอบแห้ง มอลต์สามารถผลิตขึ้นได้จากธัญพืช หลากหลายชนิด เช่น ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด หรือ ข้าวไรย์ เป็นต้น แต่ธัญพืชที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับการทำมอลต์ คือข้าวบาร์เลย์ มอลต์แต่ละชนิดมีผลต่อสีและรสชาติของเบียร์ Malting คือกระบวนการ Malting เป็นกระบวนการในการแปลงข้าวบาร์เลย์หรือธัญพืชอื่น ๆ เป็นมอลต์เพื่อใช้ในการหมักเบียร์ ข้าวบาร์เลย์ต้องผ่านกระบวนการ Malting เพื่อ เปลี่ยนเป็น “Malted Barley” มอลต์บาร์เลย์ หรือ “Malt” มอลต์ กระบวนการ Malting คือการแช่ข้าวบาร์เลย์ในน้ำเพื่อเริ่มกระบวนการงอกและหยุดการงอกด้วยความร้อน มอลต์เพิ่มอะไรให้กับเบียร์? นี่คือ 5 บทบาทหลัก ของ Malted Barley ในการหมักเบียร์ มอลต์ให้สีกับเบียร์ เพิ่มรสหวานและกลิ่นหอม มี Dextrins เพื่อช่วยเสริมเนื้อของตัวเบียร์ ให้โปรตีนสำหรับการเกิดโฟม แหล่งน้ำตาลธรรมชาติเพื่อที่ให้ยีสต์เปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์และคาร์บอนไดออกไซด์ในการหมักเบียร์ สีและประเภทของเบียร์ขึ้นอยู่กับระดับของการอบมอลต์ ยิ่งอบมอลต์นานเท่าไหร่ สีเบียร์ก็ยิ่งเข้มขึ้นตามสีของมอลต์ที่อบ มอลต์ที่อบเล็กน้อยจะได้เบียร์ที่...

Learn more

Hops ฮอปส์คืออะไร?

บทบาทของ Hops “ฮอปส์”ในการหมักเบียร์ ฮอปส์ มีความสำคัญกับเบียร์อย่างไร? ฮอปส์ เป็นหนึ่งในสี่ส่วนผสมสำคัญของเบียร์ควบคู่ไปกับข้าวบาร์เลย์ยีสต์และน้ำ ฮอปส์ เป็นดอกไม้ทรงกรวยขนาดเล็กสีเขียวมีลักษณะคล้ายเถาวัลย์โคนต้นสน ต้นฮอปเติบโตในแนวตั้งม้วนขึ้น รสชาติกลิ่นและความขมที่ฮอปเพิ่มลงไปในเบียร์มาจากต่อมเล็กๆ ในดอกไม้ที่เต็มไปด้วยสารเหนียวที่เรียกว่า Lupulin เมื่อเปรียบเทียบกับมอลต์ที่ให้ความหวาน ฮอปส์จะให้ความขม แต่นั่นไม่ใช่บทบาทเดียวที่ทำให้ ฮอปส์ เป็น 1 ใน 4 ส่วนผสมสำคัญของเบียร์ นี่คือ 5 บทบาท หลักของการใช้ ฮอปส์ ในการหมักเบียร์ ให้ความขมที่ช่วยตัดกับความหวานจากมอลต์ ซึ่งทำให้รสชาติเบียร์ลงตัวมากขึ้น เพิ่มรสชาติ เพิ่มกลิ่นความหอม ทำหน้าที่เป็นสารกันบูดธรรมชาติที่ช่วยให้เบียร์ไม่เสียและบูดเน่าเร็ว มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียในกระบวนการผลิตเบียร์ แต่ทั้งนี้ฮอปส์แต่ละประเภทก็มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัวดังนั้นฮอปส์แต่ละสายพันธุ์จะให้รสชาติเบียร์ที่แตกต่างกันไปรสชาติและกลิ่นของฮอปส์มีตั้งแต่เผ็ดไปจนถึงเปรี้ยวเป็นต้น  

Learn more

วิธีการเก็บรักษาเบียร์

เคล็ดลับสำหรับการจัดเก็บเบียร์ให้อร่อยได้นานๆ 5 เทคนิคสำหรับการรักษาความสดของเบียร์ศัตรูหลักของเบียร์คือความร้อนแสงและออกซิเจน วางขวดเบียร์ในแนวตั้งในการเก็บรักษาเบียร์ต้องวางในแนวตั้งของขวดไม่ควรวางขวดแช่ในแนวนอน การจัดเก็บเบียร์ในแนวตั้งจะช่วยลดปริมาณเบียร์ให้สัมผัสกับอากาศในขวดน้อยลง ถ้าวางในแนวนอนเบียร์จะสัมผัสกับอากาศในขวดมากขึ้น นี่เป็นเพราะถ้าเบียร์สัมผัสกับอากาศจะทำให้เกิด ออกซิเดชัน “Oxidation” ในเบียร์ซึ่งจะทำให้อายุเบียร์สั้นลงและเสียรสชาติได้ อีกหนึ่งเหตุผลที่ควรเก็บเบียร์ในแนวตั้งเพราะยีสต์ที่อยู่ในเบียร์จะจมอยู่ที่ก้นขวด ถ้าเก็บในแนวนอน  ยีสต์ในเบียร์จะตกตะกอนไปติดอยู่ที่ข้างขวดและเป็นคราบซึ่งอาจจะทำให้ยีสต์แยกออกไม่มาจับตัวรวมอยู่ในน้ำเบียร์ ซึ่งเมื่อเทดื่มนั้นตะกอนของยีสต์ก็จะฟุ้งกระจายมากเกินไปทำให้รสชาติเปลี่ยนไปได้ เก็บเบียร์ให้ไกลแสงสถานที่ที่เหมาะสำหรับเก็บเบียร์ควรอยู่ห่างจากแสงแดดและแหล่งความร้อน แสงแดด Ultra-Violet จะทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า Light Struck เมื่อส่องโดยตรงถึงน้ำเบียร์ สิ่งที่ตามมาก็คือ อาการที่เรียกว่า Skunked ที่ทำให้เบียร์เสียรสชาติและมีกลิ่นเหม็น แม้แต่แสงจากหลอดไฟ ก็มีผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่ไม่รุนแรงเท่ากับแสงแดดดังนั้นควรเก็บเบียร์ให้อยู่ห่างจากแสงให้ได้มากที่สุด เก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสมความร้อนจะทำลายเบียร์  ดังนั้นเบียร์จะต้องถูกเก็บไว้ที่อุณหภูมิเย็น แต่ไม่ถึงจุดแข็ง เพราะเบียร์ที่ถูกแช่แข็งไปแล้ว เมื่อละลายรสชาติก็ไม่ดีเหมือนเดิม ที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่ง คือการรักษาอุณหภูมิไว้ที่ระดับคงที่สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของอุณหภูมิมากเกินไป เพราะจะส่งผลต่อสารเคมีในเบียร์ ตัวอย่างเช่นการแช่เบียร์จนเย็น แล้วนำออกมาวางไว้ในอุณหภูมิปกติแล้วไม่ดื่ม และนำกลับไปแช่ ถ้าทำซ้ำหลายครั้ง เบียร์ก็เสียรสชาติ ได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้เบียร์แต่ละประเภท ก็มีอุณหภูมิในการเก็บที่แตกต่างกันไป เบียร์ที่มีแอลกอฮอล์สูงจะเหมาะกับอุณหภูมิที่ไม่ต้องเย็นเกินไป ในขณะที่เบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ต่ำจะเหมาะกับอุณหภูมิเย็นขึ้น รู้วันหมดอายุของเบียร์ เบียร์แต่ละประเภทก็มีระยะเวลาในการเก็บที่ต่างกันไป นี่เป็นเพราะแต่ละเบียร์มีกระบวนการผลิตที่ไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่เบียร์ที่แอลกอฮอล์สูงจะมีอายุยาว กว่าเบียร์ที่แอลกอฮอล์ต่ำ อย่าเก็บเบียร์ที่เปิดแล้วความสดของเบียร์จะหายไปเรื่อยๆ หลังจากเปิด ดังนั้นเปิดขวดแล้วต้องดื่มให้หมด...

Learn more

ขั้นตอนการผลิตเบียร์

การหมักเบียร์คืออะไร? วิธีทำเบียร์เรียนรู้กระบวนการผลิตเบียร์ทีละขั้นตอน   Maltingขั้นตอนแรกในกระบวนการผลิตเบียร์เริ่มต้นด้วยการแปลงธัญพืชดิบเป็นมอลต์ จุดประสงค์ของการ Malting คือการแยกเอนไซม์เพื่อการผลิตเบียร์ ธัญพืชเช่นข้าวบาร์เลย์ต้องผ่านกระบวนการทำให้ข้าวงอก เช่นผ่านการอบให้ความร้อนตากแห้งและบดให้เมล็ดแตก Mashingกระบวนการถัดไปคือ Mashing การนำมอลต์บดหยาบต้มในน้ำ คล้ายกับการแช่ชาในน้ำ ธัญพืชจะถูกแช่ในน้ำร้อนแต่ไม่ถึงกับเดือด กระบวนการนี้จะกระตุ้นให้เอนไซม์ธรรมชาติสลายแป้งให้กลายเป็นน้ำตาล Lauteringเอาน้ำที่ตอนนี้เต็มไปด้วยน้ำตาลจากการ Mash มากรอง สิ่งที่ได้คือน้ำลักษณะเหลวเหนียวข้นหวานที่เรียกว่า Wort Wort Boilingนำ Wort มาต้มในกาต้มน้ำขนาดใหญ่ เติมฮ็อปและสารแต่งกลิ่นอื่น ๆ ในระหว่างการต้ม Wort เพื่อสร้างรสชาติและกลิ่น Fermentationหลังจากที่ Wort ถูกทำให้เย็นลง Wort จะถูกย้าย ไปใส่ในถังหมักและใส่ยีสต์ตามชนิดที่ต้องการ ยีสต์จะช่วยแปลงน้ำตาลใน Wort ให้เป็นคาร์บอนไดออกไซด์และแอลกอฮอล์ ยีสต์แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก – Top Fermentation Ale Yeasts (ยีสต์หมักลอยผิว)ในกรณีของ Ale Yeasts จะถูกหมักไว้ที่อุณหภูมิสูงประมาณ 15 – 22 องศาเซลเซียส –...

Learn more

3 ประเภทของการหมักเบียร์

3 ประเภทหลักๆ ของการหมักเบียร์ เบียร์แบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ ตามยีสต์ที่ใช้ในการหมักเบียร์ซึ่งแบ่งออกเป็น ยีสต์หมักลอยผิว, ยีสต์หมักนอนก้น, และยีสต์ธรรมชาติ 1) Top Fermentation (ยีสต์หมักลอยผิว) หรือที่รู้จักในชื่อ Top-Cropping หรือ Warm Fermentation คำว่า “Top-Fermenting” มักจะหมายถึง Ale Yeasts (ยีสต์ที่ทำงานด้านบนของน้ำเบียร์) Ale Yeasts คือเชื้อยีสต์ที่จะลอยตัวอยู่ที่ผิวหน้ำของเบียร์เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการหมัก การหมักจะอยู่ที่อุณหภูมิสูงประมาณ 15 – 22 องศาเซลเซียส การหมักใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 4 สัปดาห์ ตัวอย่างเบียร์ ประเภทยีสต์หมักลอยผิว Ales (เอล) Porter (พอร์ทเทอร์) Stout (สเตาท์) Wheat Beer (วีทเบียร์) 2) Bottom Fermentation (ยีสต์หมักนอนก้น) หรือที่รู้จักในชื่อ Bottom-Cropping หรือ Cool...

Learn more